บทความ

5 ข้อ ที่ควร "เลิกเชื่อ" เกี่ยวกับอาหารและการออกกำลังกาย

ปัญหาใหญ่ของโลกอินเตอร์เน็ตที่เกี่ยวกับเรื่องการลดน้ำหนัก การลดไขมัน การเปลี่ยนแปลงรูปร่าง คือ การบิดเบือนข้อเท็จจริงและการสร้างความกลัวในใจของคน ทำให้คนที่อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่แต่ความกลัว อยู่กับข้อห้ามต่าง ๆ เช่น ห้ามกินนี่ถ้าอยากจะผอม ห้ามกินนั่นถ้าอยากจะผอม ต้องทำนี่เท่านั้นถึงจะผอม สิ่งเหล่านี้เป็นตัวขัดขวางการพัฒนาตัวเอง ขัดขวางความเจริญ ทำให้ไม่กล้าทำอะไรนอกกรอบ ไม่กล้าปรับให้สอดคล้องกับชีวิตตัวเอง ทำให้ล้มเลิกได้ง่าย หรือถึงเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ก็ไม่มีความสุข มีแนวโน้มกลับไปอ้วนเหมือนเดิมได้ง่าย เพราะ ขาดสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้ ความเข้าใจ”

.

มาดูกันว่ามี “ข้อห้าม” 5 ข้อที่ควรเลิกเชื่อ 5 ข้อที่ควรทำความเข้าใจมากขึ้น เพื่อที่จะปลดล็อกตัวเอง ทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

.

  1. ถ้าเราอยากจะลดไขมัน ลดความอ้วน ห้ามกินแป้ง ห้ามกินคาร์โบไฮเดรต ห้ามกินน้ำตาล เพราะมันจะไปกระตุ้นอินซูลิน ทำให้สะสมไขมันมากขึ้น ทำให้อ้วน

ความจริง ——>>> ผมกินคาร์โบไฮเดรตทุกมื้อ วันละ 4-5 มื้อ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ผัก ผลไม้ หรือขนมปัง (มีขนมบ้าง)

การกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสมจะทำให้เรามีพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มีชีวิตชีวา มีพลังในการออกกำลังกายได้อยากเต็มที่ ทำให้พลังงานที่ใช้ออกไปในแต่ละวันสูงขึ้น เผาผลาญไขมันมากขึ้น

เราไม่ได้อ้วนจากการกินอาหารประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่เราอ้วนจากการกินชนิดนั้นมากเกินไป หรือกินอาหารหลาย ๆ อย่างโดยรวมใน 1 วันมากเกินไป กินไม่สอดคล้องกับกิจกรรมที่ทำ และใช้ร่างกายเราได้ไม่เต็มที่เต็มประสิทธิภาพที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดการสะสมไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ลดไขมันไม่ได้

———————————————

 

  1. ถ้าเราอยากจะลดไขมัน ลดความอ้วน ห้ามกินน้ำตาล หรือกินข้าวหลังจากออกกำลังกาย เพราะจะทำให้เราหยุดเผาผลาญไขมัน ทำให้การออกกำลังกายนั้นเสียเปล่า

ความจริง ——>>> ผมกินขนมหลังออกกำลังกายบ่อยมาก ทั้งบราวนี่ ขนมปัง ข้าวต้มมัด ข้าวเหนียวสังขยา

 

ประเด็นนี้ต้องแยกออกมา 2 หัวข้อ คือ

 

- ถ้าเราอยากจะลดน้ำหนัก ลดไขมัน สิ่งสำคัญ คือ การที่เราจะต้องใช้พลังงานออกไปให้มากกว่ากินเข้ามา แต่ถ้าเราใช้ออกไปไม่มาก เช่น ออกกำลังกายไป 200-300 แคลอรี่ แต่เราไปกินขนม กินน้ำหวาน 300 แคลอรี่ สิ่งที่เราทำมาก็อาจะเสมอตัว ลดไขมันไม่ได้ แต่ถ้าเราออกกำลังกายเต็มที่ เผาผลาญไปได้ 600 แคลอรี่ การกินขนม น้ำหวาน 300 แคลอรี่ หลังออกกำลังกาย เราก็ยังลดไขมันได้อยู่ดี

- ถ้าเราไม่ได้สนใจเรื่องลดไขมัน แต่เราสนใจเรื่องสมรรถภาพร่างกาย มีการเทรนสม่ำเสมอ การเติมพลังงานหลังจากออกกำลังกาย ทั้งการกินคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ๆ ทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว และมีพลังงานเพียงพอ มีความพร้อมในการออกกำลังกายครั้งต่อไป

การออกกำลังกายแบบหนัก ร่างกายใช้ไกลโคเจน (พลังงานที่สะสมในร่างกายที่มาจากการกินคาร์โบไฮเดรต) เป็นพลังงานค่อนข้างมาก การกินขนมในปริมาณไม่มาก ไม่กี่คำหลังออกกำลังกายหนัก จะสะสมไขมันยาก แถมเป็นเหมือนกับการให้รางวัลคนขยันแก่ตัวเองด้วย

———————————————

 

  1. ถ้าเราอยากจะลดไขมัน ลดความอ้วน เราต้องทำ Intermittent Fasting ต้องมีการอดอาหาร ต้องเริ่มกินเที่ยง ต้องห้ามกินดึก ต้องกินแค่ 1-2 มื้อ ต้องกินคีโตเท่านั้น

ความจริง ——>>> ผมกินภายใน 15-30 นาทีหลังจากตื่นนอนแทบทุกวัน กินวันละ 4-5 มื้อต่อวัน และกินหลังจาก 2 ทุ่มแทบทุกวันเช่นกัน

การที่เราอยากจะลดไขมันได้ มันอยู่ที่พลังงานที่เราได้รับจากการกินทั้งวัน ต้องน้อยกว่าพลังงานที่เราใช้ออกไป ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ ไม่ว่าเราจะกินกี่มื้อ กินตอนไหนก็ตาม เราก็ยังรักษารูปร่างหรือเราก็ลดไขมันได้อยู่ดี แต่ถ้าเรายังไม่มีความรู้มากนัก การทำ Intermittent Fasting ก็อาจจะเป็นวิธีที่ดีวิธีนึงที่ช่วยให้เราจำกัดเวลาในการกิน ทำให้เราลดแคลอรี่ส่วนเกินที่เรากินเข้ามาได้ แต่ไม่จำเป็นต้องยึดติดว่าจะต้องทำ IF เท่านั้นถึงจะผอมได้ จนทำให้เราเครียดเกินไป

ถ้าเรามีความรู้ เข้าใจมากพอ การกินแบบไหนก็ได้ที่ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นเพียงพอ สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของเรา ทำแล้วมีความสุข ทำได้สม่ำเสมอ ทำให้มีสุขภาพดีขึ้น รูปร่างดีขึ้น ดีทั้งนั้นครับ

———————————————

 

  1. ถ้าเราอยากจะลดไขมัน ลดความอ้วน เราต้องออกกำลังกายตอนท้องว่าง หรือ เราต้องออกกำลังกายโซน 2 เท่านั้น เพื่อที่ร่างกายจะได้ใช้ไขมันมากขึ้น ลดไขมันได้มากขึ้น

ความจริง ——>>> ผมแทบจะไม่เคยไม่กินก่อนออกกำลังกายเลย มีแต่กินมากหรือกินน้อยสอดคล้องกับการออกกำลังกายในแต่ละครั้ง และแทบไม่เคยออกกำลังกายโซน 2 เพื่อลดไขมันเลย มีแต่ออกกำลังกายเต็มที่ทุกครั้ง เหนื่อยตลอด อาจจะมีการออกกำลังกายโซน 2 บ้าง แต่เพื่อฝึกระบบพลังงานหรือใช้เพื่อช่วยในการฟื้นตัว

การออกกำลังกายตอนท้องว่าง หรือการออกกำลังกายโซน 2 อาจจะทำให้สัดส่วนการใช้ไขมันในระหว่างออกกำลังกายเพิ่มขึ้นได้จริง แต่ไม่ได้หมายถึงการใช้พลังงานโดยรวมเยอะขึ้น เช่น ถ้าเราออกกำลังกายตอนท้องว่าง หรือออกกำลังกายเบา ๆ หายใจเหนื่อยหอบเล็กน้อย สัดส่วนการใช้ไขมันมันอาจจะอยู่ที่ 60-70% ของพลังงานที่ใช้ออกไปทั้งหมด แต่การออกกำลังกายแบบเบา ก็ทำให้เราใช้พลังงานไม่เยอะ เช่นการออกกำลังกายแบบเบา 1 ชั่วโมง อาจจะเผาผลาญได้ 300 แคลอรี่ เป็นไขมัน 70% = 210 แคลอรี่ แต่ถ้าผมออกกำลังกายเต็มที่ในเวลาเท่ากัน อาจจะเผาผลาญได้ 600 แคลอรี่ ใช้ไขมันอาจะใช้ลดลงเหลือ 50 % = 300 แคลอรี่ แปลว่าถึงสัดส่วน % การใช้ไขมันจะเพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าจะช่วยลดไขมันได้มากขึ้น การออกกำลังกายเต็มที่เหมาะสมกับสมรรถภาพร่างกายแต่ละคน เผาผลาญพลังงานเต็มที่ ทำให้ลดไขมันได้ดีกว่า สมรรถภาพร่างกายดีกว่าครับ

———————————————

 

  1. ถ้าเราอยากจะลดไขมัน ลดความอ้วนได้ เราต้องมี Cheat Day

ความจริง ——>>> ผมแทบจะไม่มีโกงการกิน หรือมีวันปล่อยผี เพราะถ้าเราเข้าใจในเรื่องสารอาหารและพลังงาน เราจะกินสิ่งที่เราชอบได้ทุกวัน มีความสุขกับการกินทุกวัน ไม่ต้องเครียด คิดถึงแต่อาหาร หรืออดทนรอถึงวันที่จะโกง

อันนี้เป็นปัญหาใหญ่อันนึง ที่ทำให้เราลดไขมันไม่ได้ เพราะเราดันกินน้อยวันที่ออกกำลังกาย ทำให้ออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่ ไม่เกิดการพัฒนา เผาผลาญได้น้อย เครียด แต่วันที่เราไม่ออกกำลังกาย เราดันกินเยอะมากเกิน ทำให้สะสมไขมันในปริมาณมาก พอไปเฉลี่ยกับวันธรรมดา ก็ไม่เกิด Calories Deficit ทำให้ลดไขมันไม่ได้ หรือบางคนยิ่งไดเอตยิ่งอ้วน

สิ่งที่ควรทำ คือ วันที่ออกกำลังกายก็ควรจะกินเพิ่มขึ้น เพื่อให้ออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ ส่วนวันพักหรือวันที่ออกกำลังกายเบา ๆ ก็กินน้อยลง เน้นกินสารอาหารที่ดี อาหารธรรมชาติ ทั้งโปรตีน ผัก คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ให้ได้ 70-80% ของอาหารที่กินทั้งหมด อีก 20-30% ที่เหลือ คือการปรุงด้วยรสชาติที่ชอบ กินอาหารที่ชอบบ้าง จะทำให้ความอยากอาหารน้อยลง คิดถึงอาหารน้อยลง กินจุกจิกน้อยลง ตบะแตกยาก และทำได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอมากขึ้น กลายเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่ของเราครับ

โดย New Fit-D

พี่นิว หนึ่งในเจ้าของฟิตดี, Master Trainer at Fit-D fitness

เมื่อ 12 Aug 2020 | อ่านแล้ว 1,043 ครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ผมเห็นหลายคนพูดถึงเรื่องถ้าอยากจะสร้างกล้ามเนื้อ หรือเปลี่ยนแปลงรูปร่างต้องให้ความสำคัญกับอาหาร 70-80% และให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายแค่ 20-30% เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดพลาดข้อนึงที่ทำให้ร่างกายไม่พัฒนา

เมื่อ 12 Aug 2020 | อ่านแล้ว 138 ครั้ง

อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉยๆ เพราะกว่าจะรู้ตัวอีกที เราอาจจะกลายเป็นคนที่ "ไม่เคยมีเวลา"...แล้วเราจะหาเวลาให้ตัวเองยังไงดี?

เมื่อ 30 Jun 2020 | อ่านแล้ว 512 ครั้ง

ใครเคยตั้งเป้าหมายอะไรไว้หลายอย่าง แต่ไม่เคยไปถึง และไม่เคยทำได้สำเร็จซักทีบ้างไหมคะ? บางทีเราอาจจะพลาดอะไรไปในการตั้งเป้าหมายของเราค่ะ

เมื่อ 25 May 2020 | อ่านแล้ว 943 ครั้ง

ความสำคัญของน้ำกับระบบร่างกายของเราสัมพันธ์กันยังไง? เราควรจะต้องดื่มน้ำมากแค่ไหน? และหากเราได้รับน้ำไม่เพียงพอจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย บทความนี้มีคำตอบค่ะ

เมื่อ 11 May 2020 | อ่านแล้ว 983 ครั้ง
กรุณารอสักครู่ ...
Loading...