บทความ

กับดักที่ทำให้ผู้หญิงมักเข้าใจผิด และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้สักที

 
ไม่ว่าจะเป็นคนผอมที่อยากเพิ่มกล้ามเนื้อ หรือคนที่อยากลดไขมัน ผู้หญิงที่กำลังคิดอยากเปลี่ยนแปลงรูปร่างของตัวเอง หรือคนที่กำลังพยายามอยู่แต่รู้สึกว่าทำไมมันยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง มาลองเช็คตัวเองกันดูค่ะ ว่าเรายังมีความคิด ความเชื่อ หรือพฤติกรรมแบบนี้อยู่รึเปล่า เพราะความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วมักจะทำให้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้สักทีค่ะ
 
 
1.เปรียบเทียบหุ่นตัวเองกับคนอื่น – นี่คือความจริงที่แพรจะบอกว่า ต่อให้คุณออกกำลังกายแบบ influencer ที่คุณชื่นชอบ หรือต่อให้คุณกินอาหารตามแบบเขาเป๊ะๆ หุ่นคุณก็จะไม่มีทางเหมือนเขาค่ะ เพราะโครงสร้างของรูปร่าง พันธุกรรมของกล้ามเนื้อคนเรานั้นเกิดมาแตกต่างกัน เรามีรูปร่างเป็นของเราเอง และเมื่อเราดูแลสุขภาพและออกกำลังกาย รูปร่างของเราจะดีขึ้น สวยงามขึ้น ในแบบที่เป็นตัวเรา และในเรื่องของการกินอาหาร ร่างกายของแต่ละคนก็มีการใช้พลังงานที่แตกต่างกัน บางคนทำงานที่ต้องขยับร่างกายทั้งวัน กับบางคนที่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมทั้งวัน แค่ปัจจัยนี้ก็ทำให้สองคนนี้ต้องการพลังงานที่แตกต่างกันแล้วค่ะ ดังนั้นการที่เราคิดว่าเราจะกินแบบเดียวกับคนนี้ แต่การใช้พลังงานของเรากับเขามันไม่เหมือนกัน มันก็อาจจะไม่เหมาะกับเราค่ะ
 
 
2.พยายามตัดคาร์บ หรือคาร์โบไฮเดรตในมื้ออาหาร – ที่แพรพูดว่า “ในมื้ออาหาร” เพราะว่าส่วนใหญ่ 90% ที่แพรเห็นผู้หญิงเราชอบทำกันเลยนะคะ คือการไม่กินข้าว เพราะคิดว่าต้องลดคาร์บ แต่...ไปกินน้ำผลไม้ ผลไม้ ของหวาน เค้กหนึ่งคำ ขนมสองชิ้น ตรงนี้แพรก็จะบอกว่า...ไปกินข้าวในมื้อให้อิ่มเถอะค่ะ เพราะคาร์โบไฮเดรตคือแหล่งพลังงานหลักที่ร่างกายใช้ตามธรรมชาติ ถ้าเราขาดตรงนี้ไป หรือรับมันเข้ามาไม่เพียงพอ เราจะรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย คิดอะไรไม่ออก (สมองเราใช้คาร์บในการทำงานเยอะมากค่ะ) เมื่อเราเหนื่อย เพลีย เราก็คงจะไม่เหลือแรงที่ไหนให้ไปออกกำลังกาย แค่ใช้ชีวิตทุกวันให้รอดยังเหนื่อยจะแย่ และพอสมองขาดน้ำตาล ร่างกายก็จะโหยหาแหล่งคาร์บที่ดูดซึมง่ายที่สุด คือเหล่าของหวานต่างๆ ใครที่บอกว่าตัวเองชอบกินขนมจุกจิก แพรขอให้วันนี้กลับไปลองสักหนึ่งวัน ลองกินอาหารในมื้อหลักให้อิ่ม กินข้าวให้อิ่มเลยค่ะ แล้วสังเกตตัวเองใหม่ว่าระหว่างมื้อนี้ จนถึงมื้อถัดไป ความอยากกินขนมของเรามันเพิ่มขึ้น หรือลดลงไปกว่าเดิมหรือไม่อย่างไร
 
 
3.กินน้อยเกินไป - จากข้อสอง ที่หลายๆคนมักจะคิดว่า อยากเปลี่ยนแปลงรูปร่างต้องกินให้น้อยลง หรือต้องไปตัดคาร์บ อยากให้เข้าใจก่อนว่าหลักการทางวิทยาศาตร์ของการลดหรือเพิ่มน้ำหนัก มีแค่สูตร CICO (Calories in, Calories Out) อยากลดลงก็กินน้อยกว่าที่ใช้ อยากเพิ่มก็กินให้เยอะกว่าที่burnออก แต่หลายๆคนที่อยากลดความอ้วนมักจะคิดว่ายิ่งกินน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี ไอสูตรกินวันละ 1000 แคล หรือกินวันละ 1200 แคล หรือกินเท่าจำนวน BMR (การใช้พลังงานขณะพักของตัวเรา) สูตรเหล่านี้มันควรจะหายไปจากโลกนี้ไปได้แล้ว เพราะไม่เคยเห็นมีใครในโลกนี้ที่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักระยะยาวจากการ restrict diet แบบนี้ (ไม่ได้พูดถึงการ restrict diet ด้วยเหตุผลอื่นนะคะ ตรงนี้แค่สำหรับการลดน้ำหนัก) และในส่วนของคนที่อยากเพิ่มกล้ามเนื้อ ก็ต้องกินเกินกว่าที่ร่างกายต้องการเพื่อนำไปสร้างกล้ามเนื้อใหม่ๆ แต่เราก้มักจะติดกับดักของการกลัวการกินเยอะๆ อาจด้วยเพราะความไม่ชิน เพราะกลัวอ้วนขึ้น หรืออีกหลายๆสาเหตุที่เป็นความเชื่อฝังในตัวเราเกี่ยวกับเรื่องของการกิน แต่ถ้าคุณออกกำลังกายหนัก แต่กินน้อย มันก็ไม่มีทางเห็นการเปลี่ยนแปลงค่ะ สิ่งที่แพรอยากแนะนำคนทั้งสองกลุ่ม ทั้งคนที่อยากลดน้ำหนัก หรือเพิ่มกล้ามเนื้อ ให้กินเพิ่มขึ้น คือ โปรตีนค่ะ โปรตีนทำให้เราอิ่ม (อิ่มมาก) เหมาะกับคนที่อยากลดน้ำหนัก และโปรตีนจะไปช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ เหมาะกับคนที่ออกกำลังกาย ลองเพิ่มโปรตีนเข้าไปในทุกๆมื้อที่เรากินค่ะ แล้วลองสังเกตสิ่งที่เปลี่ยนไปได้เลย
 
 
4.ใช้ตราชั่งเป็นตัววัดความสำเร็จ – ผู้หญิงเรามักจะหมกมุ่นกับตัวเลขบนตราชั่งจริงๆค่ะ บางคนชั่งเช้า ชั่งเย็น น้ำหนักเปลี่ยนไปแม้แต่กิโลเดียวก็เครียด นอยไปหมด ตรงนี้แพรเข้าใจมากๆค่ะ เพราะเมื่อก่อนแพรก็เป็นคนนึงที่ถ้าน้ำหนักแตะ 50 กิโล เมื่อไหร่ จะคิดว่าตัวเองอ้วนทันที แต่วันนี้สิ่งที่ได้เรียนรู้เมื่อเข้าสู่วงการของการรักษาสุขภาพก็คือ น้ำหนักบนตราชั่ง ไม่สำคัญเท่ารูปร่างที่เราเห็นในกระจกค่ะ ไม่ว่าเราจะมีน้ำหนักเท่าไหร่ แต่ถ้าเราส่องกระจกแล้วเราไม่มีความสุขกับรูปร่างของตัวเอง ตัวเลขนั้นก็ไม่มีความหมาย ถ้าอยากหาอะไรเป็นตัววัดความเปลี่ยนแปลงที่เป็นตัวเลขจริงๆ ให้เริ่มที่วัดสัดส่วนค่ะ เพราะเมื่อเราออกกำลังกาย สัดส่วนของเราจะเปลี่ยนไป น้ำหนักเราอาจจะเพิ่มขึ้นเพราะมีกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น หรืออาจจะลดลงเพราะไขมันที่ลดลง แต่สัดส่วนที่เปลี่ยนไปจะเป็นตัวบอกเราได้ชัดเจนที่สุด ว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันได้ผลหรือเปล่า อย่าติดอยู่กับแค่ตัวเลขบนตราช่าง แล้วไปโฟกัสที่พฤติกรรมที่เราทำในทุกๆวันดีกว่าค่ะ
 
 
5.ตั้งเป้าหมายเพื่อตัวเราเอง – ไม่ว่าเป้าหมายเราจะเป็นอะไร ขอให้แน่ใจว่าสิ่งที่เราอยากได้นั้นมันมาจากตัวเราเองค่ะ ถามตัวเองว่าเรากำลังทำสิ่งที่เราทำอยู่ไปเพื่อใครกันแน่ เพราะอะไร และถ้าเราได้สิ่งที่เราต้องการแล้วมันจะมีความหมายยังไงกับเรา มันจะทำให้ชีวิตตเราเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง เพราะคำตอบเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดัน เป็นกำลังใจให้เราในวันที่เราเหนื่อย ในวันที่เราท้อ แรงจูงใจที่เกิดจากภายใน มีพลังมากกว่าที่เราคิด ร่างกายนี้เป็นของเรา สุขภาพนี้เป็นของเรา ดังนั้น จงทำเพื่อตัวของเราเองค่ะ
 
 
โดย แพร แอมเมอรี่

ACE Certified PT, ACE Certified Health Coach, PN Level 1 certified

เมื่อ 06 Oct 2020 | อ่านแล้ว 152 ครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เพราะเรารู้ว่าบางวันมันอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ในการบอกตัวเองให้ลุกขึ้นมาขยับร่างกาย วันนี้เราเลยเอาเทคนิคดีๆมาฝากกันค่ะ

เมื่อ 01 Sep 2020 | อ่านแล้ว 230 ครั้ง

“ข้อห้าม” 5 ข้อ เกี่ยวกับอาหารและการออกกำลังกาย ที่ควรเลิกเชื่อ และ 5 ข้อ ที่ควรทำความเข้าใจมากขึ้น เพื่อที่จะปลดล็อกตัวเอง และทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

เมื่อ 12 Aug 2020 | อ่านแล้ว 1,208 ครั้ง

อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉยๆ เพราะกว่าจะรู้ตัวอีกที เราอาจจะกลายเป็นคนที่ "ไม่เคยมีเวลา"...แล้วเราจะหาเวลาให้ตัวเองยังไงดี?

เมื่อ 30 Jun 2020 | อ่านแล้ว 564 ครั้ง

ใครเคยตั้งเป้าหมายอะไรไว้หลายอย่าง แต่ไม่เคยไปถึง และไม่เคยทำได้สำเร็จซักทีบ้างไหมคะ? บางทีเราอาจจะพลาดอะไรไปในการตั้งเป้าหมายของเราค่ะ

เมื่อ 25 May 2020 | อ่านแล้ว 1,249 ครั้ง

ความสำคัญของน้ำกับระบบร่างกายของเราสัมพันธ์กันยังไง? เราควรจะต้องดื่มน้ำมากแค่ไหน? และหากเราได้รับน้ำไม่เพียงพอจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย บทความนี้มีคำตอบค่ะ

เมื่อ 11 May 2020 | อ่านแล้ว 1,044 ครั้ง
กรุณารอสักครู่ ...
Loading...