บทความ

Hyper-palatable Food อร่อยจนหยุดไม่ได้! เกิดจากอะไร?

 

อาหารบางอย่าง ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เรากินเท่าไหร่ก็รู้สึก “อยากกินอีก” กินเท่าไหร่ก็รู้สึก “ไม่พอ” เพราะมันช่างอร่อยจนรู้สึกหยุดตัวเองไม่ได้ ดังนั้นบางครั้งที่คุณอาจจะพบว่าตัวเองกินขนมจนเกลี้ยงหมดถุง ทั้งๆที่คิดว่าอยากจะกินแค่ไม่กี่ชิ้น หรือกินไอติมคนเดียวหมดไปทั้งกล่อง ทั้งๆที่เริ่มตักมาแค่ช้อนสองช้อน บางทีอาจจะไม่ใช่เพราะคุณควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่อาหารเหล่านั้น ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้สมองเราต้องการกินไม่หยุดต่างหาก!!

 

Hyper แปลว่า มาก,มากเป็นพิเศษ และ Palatable แปลว่า อร่อย,เป็นที่น่าพอใจ เมื่อเอามารวมกันเป็น Hyper-Palatable Food จึงหมายถึง อาหารที่อร่อยและทำให้รู้สึกพึงพอใจมากเป็นพิเศษ ซึ่งเจ้าอาหารพวกนี้ มักจะเป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป ให้ได้รส หวาน มัน เค็ม ในปริมาณที่มากพอที่จะไปกระตุ้นประสาทในการรับรู้และสมองของเราให้สั่งการตอบสนองด้วยความพึงพอใจ และอยากกินต่อไปเรื่อยๆ อาหารเหล่านี้ผ่านการทุ่มเทในการใช้หลักการทดลองทางวิทยาศาสตร์มาเพื่อทำให้สินค้านั้นๆถูกปากผู้บริโภคมากที่สุด ทั้งๆที่ตัวมันเองอาจจะไม่มีสารอาหารอะไรที่เป็นประโยชน์เลย นอกจาก ไขมัน เกลือ และน้ำตาล และการตลาดของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ก็มักจะทำให้เราหลงติดกับดักไม่รู้ตัว ด้วยคำว่า “ชิ้นเดียวไม่เคยพอ” หรือ “คิดจะ... คิดถึง...” ทำให้เราเอาความรู้สึก และอารมณ์ของเราไปผูกอยู่กับอาหารประเภทใดประเภทหนึ่ง และเมื่อเรากินมันเข้าไปแล้ว สมองเราก็สั่งการอย่างที่มันควรจะเป็นค่ะ คือเกิดความพึงพอใจ และอยากกินต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่ากว่าเราจะรู้ตัวอีกที เราอาจจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ที่เรากินไปเยอะขนาดนั้น เพราะอาหารเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาให้กินได้ง่าย ไม่ต้องใช้เวลาเคี้ยวมาก และกินได้ในปริมาณที่เยอะในเวลาไม่นาน และถ้าเราปล่อยให้เกิดวงโคจรนี้ไปเรื่อยๆ มันก็จะกลายเป็นนิสัยและความเคยชิน ว่าเมื่อไหร่ที่เราเครียด เสียใจ หรืออยากพักผ่อน เราจะวนไปหาอาหารเหล่านี้ และเกิดความพึงพอใจแค่ชั่วครู่ แต่ก็ไม่สามารถหยุดกินได้เสียที สุดท้ายกลายเป็นน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น กับสุขภาพที่แย่ลง โดยที่เราไม่ทันรู้ตัว

 

แล้วเราจะทำอย่างไร ให้ลดการกินอาหารเหล่านี้ได้?

1.เพิ่มอาหารจากธรรมชาติให้มากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ชนิดต่างๆหลากสีสันที่ไม่ผ่านการแปรรูป จะทำให้ได้รับเส้นใยจากอาหารที่ดี และวิตามินต่างๆจากธรรมชาติ แทนที่จะเลือกของว่างเป็นขนมแปรรูป ลองเปลี่ยนเป็นผลไม้สักลูกแทนค่ะ

2.เคี้ยวอาหารให้ช้าลง และมีสติเวลาทานอาหาร ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารของเราทำงานสัมพันธ์กันกับสมอง ว่าตอนไหนที่กำลังอิ่มพอดี และช่วยให้เรามีสติเวลาเลือกทานอาหารแต่ละอย่างด้วยค่ะ

3.ลดอาหารแปรรูป และพวกขนมขบเคี้ยวที่มีแต่รส หวาน มัน เค็ม ข้อนี้อาจจะทำได้ยากสักหน่อย เมื่อเราก็เพิ่งอธิบายไปเมื่อตอนต้นว่ามันช่างเย้ายวนใจ ยั่วยวนสมองขนาดไหน แต่มันก็ไม่ยากจนเกินไปค่ะ ถ้าเราทำ ข้อ 1 กับ ข้อ 2 ได้แล้ว เราจะเหลือช่องว่างให้ขนมเหล่านี้น้อยลงเรื่อยๆไปเองค่ะ

และเมื่อเราทำครบ 3 ข้อนี้ไปได้สักพัก เราอาจจะสังเกตได้เลยว่า

  • เราจะไม่มีความรู้สึกอยากกินอาหารแปรรูปหรือขนมพวกนี้มากเท่าเมื่อก่อน และรู้สึกควบคุมตัวเองกับอาหารบางประเภทได้มากขึ้น
  • เราจะรู้สึกอิ่มนานขึ้น เพราะเมื่อสมองทำงานสัมพันธ์กันกับระบบทางเดินอาหาร สารเคมีในสมองที่สั่งการให้เราอิ่ม หรือหิว ก็จะทำงานไปอย่างปรกติมากขึ้น
  • ไขมันเราอาจจะลดลง (แน่ล่ะ เพราะขนมพวกนี้มีแต่ไขมัน)
  • เราอาจจะรู้สึกดีกับร่างกายมากขึ้น ขยับร่างกายได้ดีขึ้น กระฉับกระเฉงมากขึ้น

 

แต่ทั้งนี้ แพรก็ไม่อยากให้เราคิดว่าขนมเหล่านี้เป็นสิ่งเลวร้าย และการกินมันเป็นสิ่งที่ผิดนะคะ เพราะถ้ายิ่งเรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งต้องห้าม หรือบังคับตัวเองไม่ให้กิน มันอาจจะยิ่งทำให้เราไปจบลงที่การตบะแตก และกินมากเกินไปในท้ายที่สุดได้ แต่ในทางกลับกัน แพรอยากให้เรากินอย่างมีสติค่ะ ถ้าจะกินเพราะอยากจะ enjoy รสชาติของมัน ก็กินอย่างช้าๆและ enjoy มันไปค่ะ และหลังจากนั้นก็กลับมาเน้นกินอาหารจากธรรมชาติของเราตามปรกติ และไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร แต่ก็ต้องจำเอาไว้ว่า การที่เราจะเลือกกินอาหารพวกนี้บ่อยหรือไม่บ่อยแค่ไหน ก็อยู่ที่ว่าเราต้องการอะไรให้กับตัวเองค่ะ ถ้าอยากจะสุขภาพดี และหุ่นดีด้วย ก็อย่ากินบ่อยนักนะคะ

โดย แพร แอมเมอรี่

ACE Certified PT, ACE Certified Health Coach, PN Level 1 certified

เมื่อ 15 Jun 2020 | อ่านแล้ว 185 ครั้ง
กรุณารอสักครู่ ...
Loading...