บทความ

อยากหวาน อาจจะมาจาก ทานแป้งไม่พอ!

ปัญหาการติดขนม ติดเครื่องดื่มหวานๆ กลายมาเป็นปัญหายอดฮิตของคนที่ลดความอ้วนเลยค่ะ
บางคนตั้งใจออกกำลังกาย ตั้งใจลดของทอด ของมัน แต่มาตกม้าตายตรงต้องทานน้ำอัดลมทุกวัน (มีคนทานแทนน้ำเปล่าเลย)
ต้องทานชานม กาแฟเย็นทุกวัน
ต้องมีขนมนิดๆหน่อยๆทุกวัน
ฯลฯ
 
แล้วพอช่วงที่เริ่มจะจริงจังลดความอ้วน ก็ตั้งใจลดพวกนี้ ตัดพวกนี้ ทานข้าวน้อยลง ถ้าเปลี่ยนมื้อไหนเป็นสลัดได้จะรู้สึกเฮลตี้ แต่ ตบะแตก กลับมาทานอะไรหวานๆทุกทีสิน่า!
ยิ่งวันไหนงานเยอะ เครียด นอนน้อย เอาแล้วววว ขนมต้องมา ไอติมต้องมี
วันนี้วาวมีวิธีแก้ความอยากหวานมาให้ค่ะ มันอาจจะดูขัดแย้งหน่อยแต่มันได้ผลจริงๆค่ะ
 
“เราจะมาลดความอยากหวาน ด้วยการทานคาร์โบไฮเดรตกันค่ะ” !!!
 
มีวิธียังไง มาดูกันค่ะ
 
1. ทานมื้อเช้าที่มีคาร์โบไฮเดรต เรื่องนี้สำคัญมาก อย่าทานแค่กาแฟแก้วเดียว หรือแย่กว่านั้นคือข้ามไปเลย เหตุผลคือ เรา fast หรืออดอาหารมาหลายชั่วโมงแล้ว ตั้งแต่มื้อสุดท้ายที่เราทานเมื่อวาน จนเราตื่น น้ำตาลในเลือดเราตกลง ถ้าเรายังออกไปทำงาน ขยับร่างกาย เดินทางไปที่ต่างๆ น้ำตาลในเลือด แหล่งพลังงานของเราก็น้อยลงไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่เติมคาร์โบไฮเดรต (ซึ่งพอย่อยแล้วจะกลายเป็นน้ำตาลในเลือด) กลับเข้าร่างกาย แทบจะแน่นอนที่มันจะไม่พอ แล้วไปเรียกร้องขออะไรหวานๆ ที่เข้าร่างกายได้เร็วๆ (เพราะล้ามากแล้ว ไม่ต้องเอาคาร์บแบบที่ย่อยนานถึงดูดซึมได้มาแล้ว ขอแบบกินแล้วใช้ได้เลย) ทำให้เราอยากหวานในช่วงบ่ายๆ ในมื้อเย็น หรือค่ำๆ ดึกๆของวันนั้น! แต่ข้อเสียคือคาร์โบไฮเดรตแบบน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายได้เร็วๆแบบนี้ คือพอระดับน้ำตาลขึ้นสูงแล้ว จะตกลงเร็ว ช่วงที่ตก เราจะหิว เศร้า ไม่สดชื่น หงุดหงิด แล้วถ้าเราทำวัฏจักรนี้ไปเรื่อยๆ กลับไปทานน้ำตาลเรื่อยๆ เราก็จะได้แต่อาหาร/เครื่องดื่มที่แคลอรี่สูง สารอาหารน้อย ดังนั้น ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วย การทานมื้อเช้าที่มีคาร์โบไฮเดรตค่ะ จะเป็นข้าว เป็นขนมปัง เป็นเส้น ฯลฯ อะไรก็ได้ที่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ดี ให้น้ำตาลในเลือดเรากลับมาสู่ภาวะที่พร้อมให้เราขยับร่างกาย ทำสิ่งต่างๆได้อย่างขยันขันแข็ง ขอรับประกันว่า ความอยากหวานจะลดน้อยลงจริงๆค่ะ
 
2. ไม่ใช่แค่มื้อเช้า แต่เราควรทานคาร์โบไฮเดรตในมื้อหลักให้เพียงพอทั้ง 3 มื้อ อย่าลดความอ้วน ด้วยการทานข้าว 2-3 ช้อน หรือไม่ทานข้าว ทานแต่สลัด เพราะยอมรับก่อน ว่าเราส่วนใหญ่ไม่ได้อ้วนมาจากข้าว เราอ้วนมาจากกับข้าวที่เป็นของทอด, ของมัน, ขนมหวาน, เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ฯลฯ แต่ทำไมตอนจะปรับอาหาร ข้าว (ซึ่งเป็นธัญพืชหุงสุกด้วยน้ำเปล่า! เอาอะไรมาอ้วนก่อน) ตกเป็นจำเลยว่าทำให้อ้วน สิ่งที่ควรทำคือทานข้าว ทานเส้น ฯลฯ ในทุกมื้อหลัก ให้ได้อย่างน้อย 1 มือทำรูปถ้วย หรือถ้ากะปริมาณคร่าวๆ ก็ประมาณ 150-200 กรัม ถ้าเป็นผู้ชาย (ให้กะไป 2 มือทำรูปถ้วย) หรือมีรูปร่างสูงใหญ่ คุณจะสามารถทานคาร์โบไฮเดรตได้มากกว่านี้ การทานคาร์โบไฮเดรตให้พอ จะทำให้คุณมีแรงทำสิ่งต่างๆได้อย่างกระฉับกระเฉง ช่วยให้เบิร์นแคลอรี่เยอะขึ้นได้ และที่สำคัญถ้าคุณให้คาร์โบไฮเดรตกับร่างกายพอ ร่างกายจะเรียกร้องขนมน้อยลงค่ะ
 
3. เลือกคาร์โบไฮเดรตให้เป็น หลักการข้อนี้ง่ายมาก เลือกคาร์โบไฮเดรตที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติ ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุดก่อนเสมอ เพราะบางครั้งที่คุณรู้สึกไม่สดชื่นและพาลคิดว่าต้องทานขนม ทานน้ำอัดลม ฯลฯ เพื่อเรียกความสดชื่นนั้น อาจจะเกิดจาก คุณได้รับวิตามิน เกลือแร่ต่างๆ ไม่เพียงพอ ซึ่งคาร์โบไฮเดรตที่มาจากธรรมชาติอย่าง ผลไม้ ข้าว มันฝรั่ง ฯลฯ จะมีวิตามินเกลือแร่ต่างๆ สูงกว่าขนม/เครื่องดื่ม ที่ผ่านการแปรรูปเยอะ หรือสังเคราะห์ขึ้นมา ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องทานอะไรหวานๆ ให้เลือกผลไม้ก่อนขนมเสมอ แต่ไม่ใช่ทานผลไม้แทนข้าวนะคะ ถ้าเทียบกันในกลุ่มที่เป็นอาหารใกล้เคียงธรรมชาติด้วยกันเองแล้ว การเลือกคาร์โบไฮเดรตที่มีรสจืดกว่าย่อมดีกว่าค่ะ
 
หวังว่า 3 ข้อ ที่เราจะเอาหนามยอก ต้องเอา หนามบ่ง! อยากหวาน ต้องทานแป้ง จะช่วยให้ทุกคนสามารถมีรูปร่าง มีสุขภาพที่ต้องการได้นะคะ ส่วนสาวๆคนไหนที่อยากให้พวกเราทีม Fit-D ดูแลเรื่องการลดไขมัน ทั้งการออกกำลังกายและการปรับพฤติกรรม ตอนนี้เรามีคอร์ส healthy and lean in 30 days for women อยู่นะคะ สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ค่ะ
 
วาวเองค่ะ 
วรงค์พร แย้มประเสริฐ PN Lv1
โดย Wow Fit-D

ACE certified PT PN Level 1 certified Training Pregnant and Post-Patum client Senior Fitness Specialist

เมื่อ 01 Feb 2022 | อ่านแล้ว 321 ครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไมคนกว่า 80-90% ที่ปรับการกินเพื่ออยากจะลดไขมัน อยากจะมีหุ่นดีขึ้นถึงล้มเหลว ล้มเลิก และกลับไปอ้วนเหมือนเดิม

เมื่อ 07 Mar 2022 | อ่านแล้ว 162 ครั้ง

กินแบบไหนดีสุด เหมาะกับเรามากที่สุด ผมว่านี่คงเป็นคำถามที่ทำให้แต่ละคนสับสนมาก มีคำตอบใน internet เต็มไปหมด

เมื่อ 19 Jan 2022 | อ่านแล้ว 409 ครั้ง

ลองสำรวจตัวเองดูว่าเรามี ”การกินที่ดี”แล้วหรือยังครับ???

เมื่อ 27 Apr 2022 | อ่านแล้ว 177 ครั้ง