ติดตาม Fit-D ได้ใน
E-mail :   Password :       สมัครสมาชิก
22/07/2014 14:03 by: Ez2Fit-D 6,004 views
ปวดบ่า คอ ไหล่ ทำอย่างไรดี ?
ปวดบ่า คอ ไหล่ ทำอย่างไรดี ?
คนส่วนมากเวลามีปัญหาขึ้นมาทางเลือกของหลายคนมักจะไปพึ่งยา นวดฝังเข็ม หรือแม้กระทั่งการผ่าตัด 
จริงๆแล้วอาการเจ็บและปวดเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตเรา เพราะถ้าเราไม่มีความรู้สึกเจ็บเราก็จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงอันตรายได้ ซึ่งอาการปวดหลัง บ่าคอไหล่ ก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่ร่างกายต้องการจะเตือนเราว่ามีความผิดปกติ แต่หลายคนดันไปเลือกกินยาเพื่อไม่ให้รู้สึกถึงความปวด(แต่อาการยังอยู่เท่าเดิม) หรือแม้จะได้รับการผ่าตัดมาแล้วแต่สุดท้ายก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม

ฉะนั้นการแก้ปัญหาเรื่องนี้จึงควรแก้ตั้งแต่ทีปลายเหตุ คือ ดูไปถึงท่านั่ง ที่เป็นกิจกรรมครึ่งชีวิตของเราว่ามีท่าที่เหมาะสมหรือไม่(มีการสำรวจมาแล้วว่าคนสมัยนี้นั่งมากกว่า 12 ชั่วโมง แถมถ้าบวกกับนอนอีก 8 แปดชั่วโมง หมายความว่า 80% ของชีวิตคุณมีการเคลื่อนไหวพอกับคนเป็นอัมพฤกษ์)

ต่อมาสิ่งที่ควรทำก็คือการสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นให้เหมาะสม ซึ่งแม้แต่ตัวผมเองที่ต้องเป็นคนสอนให้ผู้อื่นปฏิบัติตามท่าออกกำลังกายเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง ก็ประสบปัญหาปวดหลัง ปวดบ่าคอไหล่ เมื่อต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์วันละเป็น 10 ชั่วโมง ฉะนั้นเมื่อขนาดคนสอนยังเป็นแล้วคนทั่วไปที่ประสบปัญหาทำตามไม่ถูกบ้างไม่มีความรู้บ้างก็คงไม่เหลือ ฉะนั้นการออกกำลังกายด้วยท่าเหล่านี้ก็คงยังไม่ใช่การแก้ปัญหาทั้งหมด ผมจึงลองหาความรู้เพิ่มเติมในการจัดการปัญหาปวดหลัง 

 
แล้วก็มาพบงานวิจัยของ Dr. Michal Katz-Leurer of Tel Aviv University พบว่าการเดินปกติที่เราเดินกันในชีวิตประจำวันนี่แหละสามารถบรรเทาอาการปวดหลังได้พอกับการกายภาพในคลินิค 

โดยงานวิจัยแบ่งครึ่งผู้ป่วยจำนวน 52 คน โดยให้ครึ่งนึงไปทำกายภาพส่วนอีกครึ่งนึงทำการเดินโดยเริ่มจาก 20 นาทีและพัฒนาเป็น 40 นาที ผลออกมาว่าทั้งสองแบบทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น แถมยังพบว่าการเดินได้ผลดีกว่าการกายภาพ
(แต่สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำเพิ่มเติมก็คือ ควรมีการลุกขึ้นเดินสักนิดทุก 1-2 ชั่วโมง ดีกว่านั่งมาทั้งวันแล้วมาเดินรวดเดียว หรือใครมีปัญหาบ่าคอไหล่ ผมก็แนะว่าการลุกขึ้นมาแกว่งแขนบ่อยๆ(แกว่งไปเดินไปก็ได้)ก็สามารถช่วยป้องกันและบรรเทาอาการได้)

โดย Dr. Katz-Leure บอกว่าเมื่อเราเดิน กล้ามเนื้อท้องและกล้ามเนื้อหลังก็ต้องทำงานเช่นเดียวกับการกายภาพ (แถมยังเป็นการจัดเรียงตัวกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็นที่เหมาะสม) แถมมีข้อได้เปรียบก็คือ เป็นการช่วยปรับวิถีชีวิตให้ดียิ่งขึ้น มีสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้น ซึ่งการเดินนั้นสามารถทำได้ง่าย ไม่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยสอน แรงกระแทกต่ำ ช่วยลดความดันโลหิต พัฒนาสมอง เพิ่มภูมิคุ้มกันแถมลดความเครียดได้ด้วย 

อ่านจบแล้วก็รีบลุกไปเดินสักนิด เพื่อพิชิตอาการปวดหลังกันนะคร้าบบบบ


-ควรทำควบคู่กันทั้งการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และกิจกรรมประเภทแอโรบิค อย่างเดินวิ่ง ถึงจะได้ผลดีที่สุด
-ท่าเดียวกันทำตอนนี้เป็นการออกกำลังกายทำวันหน้าก็เป็นการกายภาพ
-นี่ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์นะครับ ใครมีปัญหาอย่างไรควรหาหมอก่อน
-ส่วนคนที่ออกกำลังกายอย่างเดินวิ่งเป็นประจำแล้ว ควรค้นหาสาเหตุอื่นๆ เช่น ความผิดปกติของรูปร่าง เช่น ข้อเท้าบิดใน ขาโก่ง หรือ ท่าในการออกกำลังกาย


อ้างอิง
 
งานวิจัย
http://cre.sagepub.com/content/27/3/207

การปรับท่านั่งทำงานที่ถูกต้อง
http://www.youtube.com/watch?v=CqOheOnMLe4

อันตรายจากการนั่งนาน
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=540471099319759&set=pb.455731051127098.-2207520000.1371441108.&type=3&theater

ลุกมาแกว่งแขนกันทุก 1-2 ชั่วโมงของการทำงาน ป้องกันอาการบ่าคอไหล่กันดีกว่า 
http://www.youtube.com/watch?v=EirpxHlEJA4

 

Relate Post
Comment